
“ถอดรหัสวิกฤตสินค้าไร้มาตรฐาน สู่ก้าวใหม่คุณภาพประเทศ (NQI)และการคุ้มครองผู้บริโภค”
บทสัมภาษณ์พิเศษ
นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII Thailand)และ1ในผู้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมส่งเสริมระบบมาตรฐานประเทศไทย(TSA-Thailand Standardization Association) อดีตรัฐมนตรีและรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เจ้าของฉายามิสเตอร์เอทานอล


ประเด็น:“ถอดรหัสวิกฤตสินค้าไร้มาตรฐาน สู่ก้าวใหม่คุณภาพประเทศ (NQI)และการคุ้มครองผู้บริโภค“
ในวาระวันมาตรฐานโลก (World Standards Day)
14 ตุลาคม 2569
Q1: ทำไมสถาบัน FKII และคณะผู้ก่อตั้ง TSA ถึงมองว่าเรื่อง “ระบบมาตรฐาน” ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือระเบียบราชการ แต่เป็นวิกฤตการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับโครงสร้างของประเทศในขณะนี้?
นายอลงกรณ์: ที่ผ่านมาคนมักเข้าใจผิดว่ามาตรฐานเป็นเพียงเรื่องเอกสารทางธุรการของ สมอ. มกอช. กสทช.หรือ อย. แต่ในความเป็นจริง “ระบบมาตรฐานคือโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐคุณภาพของประเทศ(National Quality Infrastructure: NQI)” เหมือนถนน สายส่งไฟฟ้าหรือระบบการศึกษา
ปัจจุบันไทยกำลังเจอวิกฤตสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือสินค้าอุปโภคบริโภคข้ามพรมแดนทะลักเข้ามาปีละกว่า 100–120 ล้านชิ้นผ่านคลังฟรีโซนและอีคอมเมิร์ซ โดยสุ่มตรวจรับรองได้ไม่ถึง 3% เพราะข้อจำกัดด้านกำลังคนงบประมาณและเทคโนโลยี อีกด้านหนึ่งคือความเสียหายจากคดีออนไลน์และการฉ้อฉลไซเบอร์ที่สูงกว่า 65,000 ล้านบาท เมื่อสินค้าไร้มาตรฐานท่วมตลาด ผู้บริโภคก็รับเคราะห์ ขณะที่โรงงานและผู้ประกอบการไทยที่ทำถูกต้องตามกฎหมายกลับสู้ราคาไม่ได้ การไม่มีระบบมาตรฐานที่เข้มแข็งจึงไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นการทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง
Q2: ในรายงานต่างๆมีการพูดถึง “มาตรฐานใหม่” แห่งยุคเปลี่ยนผ่านที่ยังขาดการควบคุม ประเด็นนี้มีความเร่งด่วนและสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนอย่างไร?
นายอลงกรณ์: โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด แต่กฎหมายและเกณฑ์กำกับดูแลของไทยตามไม่ทันจนเกิด “ช่องว่างทางมาตรฐาน” ยกตัวอย่าง 5 จุดสำคัญ
1. Solar Rooftop และแบตเตอรี่ BESS: ยอดติดตั้งโตกว่า 35% ต่อปี แต่ไทยยังไม่มี Mandatory Solar Installation Code และยังไม่มีระบบบังคับขึ้นทะเบียนช่าง อินเวอร์เตอร์ราคาถูกจากต่างประเทศที่ไม่มีระบบตัดวงจรฉุกเฉิน (Rapid Shutdown) กำลังกลายเป็นระเบิดเวลาทำให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนและโรงงาน
2. เครื่องชาร์จและสายชาร์จ EV พกพา: รถ EV ในไทยมีเกิน 200,000 คัน แต่ตลาดออนไลน์เต็มไปด้วยสายชาร์จเถื่อนที่ไม่มี มอก. และไม่มีระบบตัดไฟรั่ว RCD Type B เสี่ยงไฟไหม้บ้านขณะเสียบชาร์จทิ้งไว้ข้ามคืน
3. อุปกรณ์ IoT และสมาร์ตโฮม: สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA-สกมช.)พบว่ากว่า 65% ในท้องตลาดขาดความปลอดภัยไซเบอร์ขั้นต่ำ เสี่ยงถูกแฮกข้อมูลและภาพส่วนตัว
4. AI บริการการเงินและสุขภาพ: ยังไม่มีเกณฑ์ตรวจรับรองความแม่นยำ (AI Validation) ปล่อยให้ระบบอัลกอริทึมกล่องดำตัดสิทธิสินเชื่อหรือปฏิเสธเคลมประกันของผู้บริโภคโดยตรวจสอบไม่ได้
5.วัสดุก่อสร้างและระบบก่อสร้างไร้มาตรฐานเกิดเหตุการณ์ตึกสตง.ถล่ม เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สะท้อน ความวิกฤตของปัญหา
หากไม่เร่งออกเกณฑ์ควบคุมภาคบังคับ ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจะลุกลามจนบริษัทประกันภัยปฏิเสธการคุ้มครอง และกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวเศรษฐกิจดิจิตอล
Q3: สินค้าสุขภาพอย่างอาหารเสริมและเวชสำอาง เป็นตลาดที่เติบโตสูงมากในยุคโซเชียลมีเดีย แต่ทำไมถึงถูกยกให้เป็นภัยเงียบที่คุกคามระบบสาธารณสุขและงบประมาณแผ่นดิน?
นายอลงกรณ์: เพราะตลาดนี้เปลี่ยนรูปแบบจากการขายหน้าร้านไปสู่ Live Commerce และ Cross Border E-Commerce ทำให้เกิดโรงงานรับจ้างผลิต (OEM) เถื่อนที่ไร้มาตรฐาน ทั้งในและต่างประเทศ นำเข้าสารตั้งต้นเคมีราคาถูกมาผสมเอง สวมเลข อย. ปลอม และลักลอบใส่สารอันตราย เช่น ไซบูทรามีน สเตียรอยด์ ปรอท และไฮโดรควิโนน
ผลกระทบไม่ได้จบแค่ผู้บริโภคถูกหลอกเสียเงิน แต่ส่งผลให้เกิดภาวะตับ-ไตวายเฉียบพลัน ผิวหน้าผิวหนังเสียหายจนถึงเสียชีวิต
ต้นทุนความเสียหายนี้สุดท้ายถูกผลักกลับมาเป็นภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศในการฟอกไตและรักษาพยาบาล เราจึงจำเป็นต้องบังคับใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ของสารเคมีและสารตั้งต้นตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่ปล่อยให้ตรวจสอบเฉพาะปลายทางเมื่อเกิดเหตุแล้ว
Q4: ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการไทยมักกังวลว่า “การเพิ่มมาตรฐาน เท่ากับการเพิ่มต้นทุน” มองประเด็นนี้อย่างไร และจะพลิกเป็นแต้มต่อทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?
นายอลงกรณ์: เราต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “มาตรฐานคือภาระ” เป็น “มาตรฐานคือเกราะกำบังและใบเบิกทาง” หากเราไม่มีมาตรฐานภาคบังคับที่เข้มงวด สินค้าราคาถูกด้อยคุณภาพจากต่างประเทศจะเข้ามาทุ่มตลาด (Dumping) จนผู้ประกอบการไทยพังทั้งระบบ
ในทางกลับกัน มาตรฐานสากลคือสิ่งกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (TBT)หากภาครัฐมีกองทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐาน และช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสีเขียว (Green Standards) ให้กับ SMEs เกษตรกร และโรงงานไทย สิ่งนี้จะเป็นใบเบิกทางเดียวที่ทำให้สินค้าไทยผ่านด่านกำแพงภาษีคาร์บอน (CBAM) ของยุโรป หรือกฎหมายสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) เพื่อเจาะเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) และหลุดพ้นจากสงครามตัดราคาได้อย่างยั่งยืนและ เพิ่มแต้มต่อทางการค้าระหว่างประเทศ
Q5: ข้อเสนอ “FKII x TSA Model” มีอะไรที่เป็นรูปธรรมและสามารถลงมือทำได้ทันทีเพื่อไม่ให้เป็นเพียงการสัมมนาแล้วเงียบหายไป?
นายอลงกรณ์: เราไม่ได้มาจัดงานเพื่ออ่านแถลงการณ์แต่เราวางโรดแมปเชิงรุกที่วัดผลได้จริง โดยเฉพาะAction Plan 90 วัน ที่จะดำเนินการทันทีเช่น
1.จัดตั้งเครือข่ายพันธมิตรความร่วมมือด้านมาตรฐานและการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศระหว่างภาควิชาการ ภาควิชาชีพ ภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายผู้บริโภค
2.เปิดแพลตฟอร์ม Real-time Alert จัดทำแพลตฟอร์มแจ้งเบาะแสและการแจ้งเตือนภัยสินค้าอันตราย สินค้าปลอมแปลง และสินค้าสวมสิทธิ์ อย.มอก. มกอช.และกสทช.ให้ผู้บริโภคตรวจสอบได้ทันทีก่อนตัดสินใจซื้อโดยสื่อสารเชื่อมโยงกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
3.สร้างสื่อStandard Channel ในช่องทางโซเชียลมีเดียเน้นการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารความรู้สู่ผู้บริโภค
4.ก่อตั้งStandard Academyทำหน้าที่เป็นศูนย์วิชาการและศูนย์ฝึกอบรมเพื่อพัฒนามาตรฐานและทรัพยากรมนุษย์ทั้งภาครัฐภาคเอกชนด้วยหลักสูตรแบบonlineและonsiteและการประชุมสัมมนา
5.จัดตั้งData Centerศูนย์ข้อมูลมาตรฐานและทรัพยากรมนุษย์ด้านมาตรฐานทุกระบบเป็นคลังข้อมูลสำหรับการวิจัยและพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานประเทศ
นี่คือก้าวแรกของการปฏิรูประบบมาตรฐานไทย เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชีวิตคนไทย ยกระดับมาตรฐานและคุณภาพของประเทศไปพร้อมกัน
สถาบันเอฟเคไอไอ. ร่วมกับคณะผู้ก่อตั้ง TSA โดยการสนับสนุนของสถาบันทิวา (TVA)จึงขอเชิญทุกท่านมาร่วมงานสัมมนา FKII : National Agenda Forum หัวข้อ “ก้าวใหม่ระบบมาตรฐานประเทศไทย เพื่อคุณภาพประเทศและการคุ้มครองผู้บริโภค
ในวันพุธที่ 14 ตุลาคม 2569 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา (ใกล้ทาวน์อินทาวน์) กรุงเทพมหานคร หรือเข้าร่วมทางออนไลน์ผ่าน Zoom
ติดต่อสอบถามได้ที่นายวรวุฒิ ชิระนุรังสี โทร. 091-180-5459 | Line ID: likefarm | อีเมล: info.fkiithailand@gmail.com .
Share this content:
