วันนี้ (18 ส.ค. 69) บริเวณศาลาที่ว่าการอำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี มีการเปิดเวทีชี้แจงข้อมูลการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด และรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแก่งหางแมว อำเภอข้างเคียง รวมถึงกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี เป็นประธาน พร้อมด้วย นายวุฒิชัย นรสิงห์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจันทบุรี ผศ.เจริญ ปิยารมย์ ประธานคณะทำงานลุ่มน้ำวังโตนด และตัวแทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมชี้แจง












โดยได้ชี้แจงความเป็นมาของการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำคลองวังโตนด ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552 โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคเกษตรกรรมในจังหวัดจันทบุรีก่อนเป็นลำดับแรก ทั้งนี้ ปัจจุบันมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแล้วเสร็จ 3 แห่ง ได้แก่ อ่างฯ คลองประแกด (สร้างเสร็จปี 2561), อ่างฯ คลองพวาใหญ่ และอ่างฯ คลองหางแมว ซึ่งมีความจุใช้งานรวมราว 190 ล้านลูกบาศก์เมตร เริ่มใกล้เคียงกับความต้องการใช้น้ำในปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 200 ล้านลูกบาศก์เมตร
นายวุฒิชัย นรสิงห์ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจันทบุรี ชี้แจงถึงความจำเป็นในการสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด (ความจุ 99.50 ล้าน ลบ.ม.) ว่า จะช่วยยกระดับปริมาณน้ำต้นทุนรวมเป็นประมาณ 300 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของการใช้น้ำในอีก 10 ปีข้างหน้า (ราวปี 2579–2580) โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกทุเรียนของจันทบุรีที่มีกว่า 500,000 ไร่ ซึ่งยังมีแปลงปลูกใหม่อีกเกือบ 200,000 ไร่ที่เตรียมให้ผลผลิต โครงการนี้จะมาพร้อมระบบท่อส่งน้ำและสถานีสูบน้ำกระจายสู่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมอย่างครอบคลุม รวมถึงช่วยเสริมความมั่นคงในการบรรเทาภัยแล้งเขตตัวเมืองจันทบุรีเช่นที่เคยปฏิบัติมา
สำหรับประเด็นการผันน้ำไปยังเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นายวุฒิชัยยืนยันว่า เป็นการนำเฉพาะ “น้ำส่วนเกิน” ในฤดูฝน (ช่วงปลาย พ.ค.–ต.ค.) ไปเติมยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ไม่เกิน 70 ล้าน ลบ.ม./ปี ตามมติ ครม. และต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการลุ่มน้ำทุกครั้ง โดยที่ผ่านมามีการสูบผันน้ำจริงน้อยมาก เช่น ช่วงภัยแล้งปี 2562–2563 สูบไปประมาณ 10 ล้าน ลบ.ม. และปี 2567 สูบเพียง 3 ล้าน ลบ.ม. เศษ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนพื้นที่ข้างเคียงโดยไม่กระทบต่อน้ำใช้ในจันทบุรี
ด้านตัวแทนกลุ่มชุมชนดั้งเดิมแก่งหางแมวคนต้นน้ำตะวันออก ได้ร่วมแถลงจุดยืนโดยระบุว่าไม่ได้คัดค้านการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่ต้องการให้ภาครัฐสร้างความมั่นคงด้านน้ำแก่ภาคเกษตรกรรมควบคู่กัน พร้อมยื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรีเพื่อส่งถึงกรมชลประทาน โดยมี 4 ข้อเสนอสำคัญ ได้แก่ การจัดทำแผนที่นำทางการบริหารจัดการน้ำ (Water Roadmap) ที่ชัดเจน, การตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม, การร่วมออกแบบระบบกระจายน้ำพร้อมทำ MOU ลายลักษณ์อักษร และการพิจารณาลดพื้นที่ก่อสร้างในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้นเพื่อรักษาระบบนิเวศและลดความขัดแย้งในพื้นที่.
ภาพ/ข่าวกิตติพงศ์ คงคาลัย รายงาน
Share this content:
