จังหวัดร้อยเอ็ดร่วมกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จัดประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำชี
วันนี้ 14 มกราคม 2563 เวลา 9.00 น. นายวันชัย คงเกษมผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด มอบหมายให้นายเลิศบุศย์ กองทองรองผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธานเปิดการประชุมการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำชี ณ ห้องประดับเพชร โรงแรมเพชรรัชช์การ์เด้นร้อยเอ็ด
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รับผิดชอบลุ่มน้ำหลักในประเทศไทยประมาณ 22 ลุ่มน้ำ โดยเฉพาะลุ่มน้ำชีที่มีพื้นที่ครอบคลุมประมาณ 50,000 กิโลเมตรหรือประมาณ 31 ล้านไร่อยู่ในเขตพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ นครราชสีมา เพชรบูรณ์ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร ศรีสะเกษและอุบลราชธานี โดยมีปริมาณฝนรายปีประมาณ 1,200 มิลิเมตร และปริมาณน้ำท่ารายปีเฉลี่ย 12,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ความสามารถในการเก็บน้ำของลุ่มน้ำมีเพียง 5,700 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ความต้องการน้ำในปัจจุบันสูงถึง 9,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ลุ่มน้ำชีจึงประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งตลอดมา รวมถึงปัญหาน้ำเสียที่เกิดจากการปล่อยน้ำทิ้งของชุมชน โรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างของสารเคมีทางการเกษตรลงในน้ำและสภาพพื้นที่บางแห่งแผ่นดินเค็ม
จากสภาพปัจจุบันของลุ่มน้ำชี สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงเห็นความจำเป็นของการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์พื้นที่ลุ่มน้ำชี เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ที่สามารถนำไปสู่ความสมดุล และการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติของเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งสอดคล้องกับการจัดการน้ำเชิงรุกน้ำทั้งระบบ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่ 5 ด้านการสร้างการเจริญเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปี พ.ศ. 2561-2580
โดยการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอผลการศึกษาและแนวทางการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำชี รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็น ในกระบวนการคิดร่วมกัน ตลอดจนการให้ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินโครงการ ซึ่งสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติและคณะผู้ศึกษาพร้อมรับฟัง และจะได้นำไปพิจารณาประกอบการศึกษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมประกอบด้วย หน่วยงานราชการระดับจังหวัด อำเภอทุกอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ องค์กรพัฒนาเอกชนและผู้แทนกลุ่มผู้ใช้น้ำประมาณ 300 คน