หนองคาย – ชาวบ้านเดือดรวมตัวขับไล่ผู้ใหญ่บ้านพ้นจากตำแหน่ง หลังขายศาลาการเปรียญไม่โปร่งใส ทำประชาคมไม่ทั่วถึง ผู้ใหญ่บ้านยอมรับพลาดที่ไม่ถามความพึงพอใจของชาวบ้านเรื่องเงินประมูล
เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 62 กลุ่มชาวบ้านบ้านสามขา หมู่ 6 ตำบลกองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคายกว่า 30 คน ได้นัดมารวมตัวกันที่บริเวณวัดศรีชมชื่น หมู่ 6 บ้านสามขา ตำบลกองนาง เพื่อสอบถาม นางเหมรัตน์ มณีรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านสามขา กรณี ขายไม้ของศาลาการเปรียญวัดศรีชมชื่นไม่โปร่งใส ซึ่งถือโอกาสกับผู้สูงอายุที่มารับเบี้ยยังชีพ เป็นการทำประชาคม แต่ไม่ทำการประชาคมกับชาวบ้านทั่วไป และส่อทุจริตต่อหน้าที่ ในการประมูลที่ผู้ประมูลได้ 150,000 บาท โดยไม่ได้สอบถามความพึงพอใจกับชาวบ้านก่อนขาย และเงินที่ได้มากลับไม่นำเข้าธนาคาร แต่กลับนำไปฝากไว้กับผู้สูงอายุสองคนเป็นผู้เก็บเงิน ชาวบ้านเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของนางเหมรัตน์ มณีรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านสามขา เป็นการกระทำที่เกิดอำนาจหน้าที่ของตน จึงอยากให้ผู้ใหญ่บ้านลาออกจากตำแหน่ง
ด้าน นายสมศักดิ์ มณีรัตน์ แกนนำชาวบ้าน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ได้เกิดลมพายุฤดูร้อนพัดเข้าถล่มบ้านสามขาได้รับความเสียหายจำนวนมาก รวมทั้งศาลาการเปรียญวัดศรีชมชื่น ด้วย ซึ่งต่อมาชาวบ้านได้มีความเห็นร่วมกันว่าจะขายเฉพาะส่วนบนที่เป็นไม้ของศาลาการเปรียญ ต่อมาปรากฏว่า นางเหมรัตน์ มณีรัตน์ เป็นคนไปติดต่อผู้ซื้อ และทำหนังสือสัญญาในการซื้อขายแต่ผิดสังเกตุทำไมมาเซ็นกันในเวลากลางคืนไม่ให้ชาวบ้านเห็นด้วย จากนั้นผู้ซื้อได้เข้ามาทำการรื้อถอน จนเหลือแต่เสาศาลา ตนและชาวบ้านเกิดความสงสัยจึงรอสอบถามหลังจากรื้อถอนว่าทำไมไม่ชี้แจงและทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้ชัดเจน ขณะนี้ชาวบ้านเริ่มที่จะไม่พอใจ จึงได้ตัดสินใจทำหนังสือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอท่าบ่อ เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ว่าการขายศาลาการเปรียญของวัดครั้งนี่ไม่โปร่งใส ไม่ทำประชาคมชาวบ้าน มีเพียงแต่สอบถามผู้สูงอายุที่มารับเบี้ยยังชีพ ว่ามีใครเห็นดีด้วยกับการขายศาลาฯ ผู้สูงอายุ ก็ได้ยกมือเห็นด้วย ผู้นำท้องถิ่นเลยถือว่าเป็นการทำประชาคม แต่ผู้สูงอายุที่บางคนก็หูไม่ดี บางคนเห็นเขายกก็ยกตาม แต่ทำไมผู้ใหญ่บ้านไม่สอบถามชาวบ้านส่วนใหญ่บ้าง ก็เลยได้รวมตัวกันเรียกร้องให้ผู้ใหญ่บ้านออกมารับผิดชอบด้วยการลาออกตำแหน่ง ซึ่งชาวบ้านรอคำตอบจากทางอำเภอว่ามีจะทำอย่างไร
ส่วนเงิน 150,000 บาท ที่ขายศาลาฯ ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าได้นำไปฝากไว้กับผู้สูงอายุสองคนในหมู่บ้าน สัญญาซื้อขายพวกผมและชาวบ้านก็ยังเห็นว่าได้เขียนไว้อย่างไร เพราะผู้ใหญ่บ้านไม่ประกาศแจ้งให้ชาวบ้านรู้เลย เพราะรื้อถอนหมด ทั้งวงกบประตูหน้าต่างอลูมิเนียม และหน้าต่างประตูกระจกชั้นล่างก็ถูกผู้รับเหมารื้อไปหมด คงเหลือตาเสา ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่เข้าใจว่าจะขายแต่ไม้ที่อยู่ชั้นบนของศาลาเท่านั้น ซึ่งผู้ใหญ่บ้านรับผิดชอบเรื่องบัญชีรายจ่ายของวัด พฤติกรรมของผู้ใหญ่บ้านดูไม่โปร่งใสลุแก่อำนาจ คืออยากทำอะไรก็ทำ อยากขายอะไรก็ขายไป ไม่สนใจชาวบ้าน
ส่วนนางเหมรัตน์ มณีรัตน์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านสามขา ชี้แจงว่า ในที่ประชุมการขายศาลา คือขายศาลาทั้งหลัง ไม่ได้แยกว่าขายแต่ไม้ ซึ่งในที่ประชุมไม่ได้ยกมือบอกว่าจะขายเฉพาะชั้นบน แต่เป็นการบอกชาวบ้านว่าเป็นการขายศาลา ซึ่งตอนนี้ยังมีชาวบ้านยังไม่เข้าใจ เพราะที่ประชุมได้บอกขายศาลาแล้วก็ทำการสร้างใหม่ แต่ชาวบ้านเข้าใจว่าขายเฉพาะชั้นบน แต่การทำประชาคมคือขายศาลาทั้งหลัง ซึ่งขายทั้งหลังก็ต้องรวมวงกบประตูหน้าต่างอลูมิเนียมด้วย คือคนที่มาซื้อศาลาหากเขาไม่ได้กำไรหรืออันไหนที่เขาจะขายได้ เขาถึงจึงตีราคา ซึ่งก็มีผู้มาตีราคาหลายราย แต่รายนี้เขาให้ราคาสูง อลูมิเนียมก็อยู่ในศาลา เขาก็เอาไปทั้งหมด เพราะขายทั้งศาลา เพื่อที่จะทำศาลาขึ้นมาใหม่ และสร้างใหม่โดยจะใช้วัสดุอุปกรณ์ใหม่แทนศาลาหลังเก่าที่ถูกพายุพัดพังเสียหาย ซึ่งในที่ประชุมก็ประชุมเพื่อขายศาลา ไม่ได้ขายเฉพาะไม้ชั้นบน ซึ่งเวลาประชุมก็ประกาศประชาสัมพันธ์ให้ลูกบ้านทราบทุกครั้ง ซึ่งเป็นการประชุมประจำเดือน ว่า จะมีการประชุมเพื่อบูรณาการของหมู่บ้าน ซึ่งก็มีแต่ผู้สูงอายุมา ส่วนคนทั่วไปก็ไม่เห็นมา ซึ่งตอนที่ผู้รับเหมามาทำการประมูลนั้น ตนยอมรับว่าไม่ได้แจ้งกับชาวบ้านว่ามีความพึงพอใจกับราคาที่ผู้รับเหมาซื้อหรือไม่ อันนี้ตนยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของตน แต่ได้พูดกับผู้สูงอายุที่วัด ก็ได้รับคำตอบว่าขายได้แล้วก็แล้วไป ซึ่งวันนั้นหอกระจายข่าวสายขาดเนื่องจากเกิดพายุ จึงยังไม่ได้ต่อซ่อมใหม่ ซึ่งการพูดคุยนั้นเจ้าอาวาสวัดฯก็รับรู้ทุกอย่าง และเจ้าอาวาสก็บอกว่าจะช่วยแจ้งให้ชาวบ้านที่มาทำบุญทราบ ส่วนเงินที่ได้จากการขายศาลานั้นตนไม่ได้นำไปฝากธนาคารจริง แต่ตนนำไปฝากกับผู้สูงอายุสองคนจริง เนื่องจากไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นคณะกรรมการวัด ที่ตนเองไม่นำเงินไปฝากธนาคารนั้น นอกจากศาลาการเปรียญของวัดจะเสียหายแล้ว ก็ยังมีกุฏิพระ อุโบสถ ได้รับความเสียหายเช่นกัน จึงจะต้องนำเงินส่วนนี้ไปซื้อวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ก่มาทำการซ่อมแซม ซึ่งเป็นการเบิกจ่ายกันง่าย และการเบิกจ่ายแต่ละครั้งมีหลักฐานชัดเจน จากนั้นเหลือเท่าไหร่จึงจะเอาไปฝากธนาคาร หากนำเงินเข้าธนาคาร ก็ต้องมีคณะกรรมการเซ็นรับรองการเบิกถอน ต้องใช้เวลานาน เพราะนี่เป็นกรณีการเบิกจ่ายฉุกเฉินเพื่อความรวดเร็วในการทำนุบำรุงวัด
ด้านนายอนุพงศ์ พานารันน์ ปลัดอำเภอประจำศูนย์ดำรงธรรมอำเภอท่าบ่อ กล่าวว่า วันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบตามข้อร้องเรียนของชาวบ้านที่ร้องไปยังศูนย์ดำรงธรรม เพื่อเก็บข้อมูลข้อเท็จจริงต่างๆเพื่อรายงานให้นายอำเภอท่าบ่อทราบ เบื้องต้นทั้งสองฝ่ายยังไม่มีข้อยุติ โดยจะได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาทำการประชุมหาข้อยุติอีกครั้ง