รองแม่ทัพภาคที่ 3 ร่วมจุดเทียนน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ล้นเกล้า ร.5 ปิยมหาราชานุสรณ์

รองแม่ทัพภาคที่ 3 และกำลังพลกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วยพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ประกอบพิธีจุดเทียนและถวายบังคม เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม เวลา 19.00 น. พลตรี จิรเดช กมลเพ็ชร รองแม่ทัพภาคที่ 3 สมาคมแม่บ้านทหารบก สาขา กองทัพภาคที่ 3 กำลังพลกองทัพภาคที่ 3 พร้อมด้วย ตุลาการ อัยการ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ องค์กรอิสระ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทุกหมู่เหล่าในจังหวัดพิษณุโลก ร่วมประกอบพิธีจุดเทียนถวายบังคมและกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เนื่องในวันปิยมหาราช ครบรอบ 108 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 23 ตุลาคม ของทุกปี เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมี นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธาน บริเวณพิธีหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หน้าศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์จักรี พระราชสมภพเมื่อวันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396 เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 9 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้มีการเลิกทาส, การป้องกันการเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส และจักรวรรดิอังกฤษ, การนำระบบความเจริญก้าวหน้าของชาติตะวันตกมาใช้พัฒนาประเทศไทย เช่น

– ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญบาท

– สร้างระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น จังหวัด อำเภอ และได้มีการสร้างรถไฟสายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง เมืองนครราชสีมา

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ด้วยโรคพระวักกะ (ไต) เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2453 เวลา 02.45 น. ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต รวมพระชนมพรรษาได้ 57 พรรษา รัฐบาลได้จัดให้วันที่ 23 ตุลาคมของทุกปี เป็นวันปิยมหาราช และเป็นวันหยุดราชการ

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองด้วยทรงนำวิทยาการสมัยใหม่จากประเทศมหาอำนาจตะวันตกและทรงริเริ่มกิจการสาธารณูปโภคต่าง ๆ มาวางรากฐานการพัฒนาประเทศชาติพระองค์ทรงประกาศเลิกทาสโดยมิเสียเลือดเนื้อ ด้วยพระวิสัยทัศน์อันยาวไกลพระองค์ได้ส่งพระราชโอรสไปศึกษายังต่างประเทศและนำความรู้กลับมาใช้ในการพัฒนาประเทศชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองทัดเทียมนานาอารยประเทศตราบจนปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ ในรัชสมัยของพระองค์ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศหลายอย่าง สร้างความเจริญก้าวหน้าให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ซึ่งพระราชกรณียกิจสำคัญ ที่นับว่าเป็นการปฏิรูปประเทศครั้งยิ่งใหญ่ คือ การเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปราศจากการเสียเลือดเนื้อ หรือ การต่อต้านที่รุนแรง โดยอาศัยมาตรการทางกฎหมาย และพระปรีชาสามารถของพระองค์จนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ยังมีการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัย รวมถึง สาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น การไฟฟ้า การประปา การไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ และการสาธารณสุขด้วย

ทรงเสด็จเยือนต่างประเทศเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจหลายประเทศและยังได้เสด็จประพาสต้นเพื่อไปทรงเยี่ยมราษฎรตามหัวเมืองต่างๆอย่างเนืองๆพระองค์จึงทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงพสกนิกรชาวไทยจึงต่างพร้อมใจกันถวายพระราชสมัญญานาม “พระปิยมหาราช” และในวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีพสกนิกรชาวไทย ทั่วประเทศ จึงได้พร้อมใจกันประกอบพิธีวางพวงมาลาถวายราชสดุดีถวายบังคม และแสดงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 พระผู้ทรงเป็นที่รักตราบนิรันดร์