รมช. ธรรมนัส ฯ ผนึก ส.ป.ก.- อีอีซี ส่งเสริมสมุนไพรไทยเจาะตลาดโลก ดึงเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้เกษตรกร

0
22
a89b9e19512ce9117162b4acbb8b69e9.jpg

รมช. ธรรมนัส ฯ ผนึก ส.ป.ก.- อีอีซี ส่งเสริมสมุนไพรไทยเจาะตลาดโลก ดึงเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้เกษตรกร

ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช. เกษตรและสหกรณ์ เผยในฐานะเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC ) ภายใต้แผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ว่า ตลาดสมุนไพรมีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะสมุนไพรเป็นพืชที่มีศักยภาพทั้งในด้านการส่งเสริมสุขภาพของประชาชน เชื่อว่าอนาคตสมุนไพรไทยจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ส่งออกไปทั่วโลก
ทั้งนี้ โครงการนี้จะเป็นการปรับเปลี่ยนอนาคตของเกษตรกรในพื้นที่ ส.ป.ก.ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยเปลี่ยนการปลูกพืชแบบเดิมๆ สู่พืชที่มีอนาคตสูง เริ่มด้วยพืช 2 ชนิดได้แก่ 1. กัญชงและกัญชา ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการรักษา โดยเฉพาะโรคมะเร็ง พาร์กินสัน และอัลไซเมอร์อีกทั้ง มีความต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เป็นหลักการของแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC คือ การทำการเกษตรสมัยใหม่ด้วยการปรับการทำธุรกิจให้เป็นไปตามความต้องการของตลาด การวางรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม
2. ฟ้าทะลายโจร เป็นพืชสมุนไพรที่ในปัจจุบันประเทศไทยใชเป็นยารักษาโรคโควิด-19 ที่กระทรวงสาธารณสุขไดให้การรับรองแล้ว ว่ามีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ในปริมาณที่พอเพียงสำหรับการรักษาโรค โดยแจกให้กับประชาชนอย่างกว้างขวาง จึงมีความต้องการในตลาดเป็นจำนวนมาก หากมีการสร้างสินค้าและแบรนด์สินค้า วางรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ทั้งระบบจากการกำหนดสินค้าและบริการที่ตลาดต้องการ และวางการค้า – การขนส่ง – การเพาะปลูก ให้สนองความต้องการของตลาดจะสามารถใช้ในประเทศ และส่งออกได้มากขึ้น

สำหรับข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรเมื่อปี 2563 สมุนไพรไทยส่งออกประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นสมุนไพรไทยในกลุ่มเสริมอาหารมีมูลค่าการใช้และส่งออกรวมกว่า 80,000 ล้านบาท กลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท และกลุ่มยาแผนโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย อาทิ กระชายขาว กระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก ขิง ข่า อบเชย ว่านหางจระเข้ ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ฟ้าทะลายโจร มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท

ล่าสุด กระแสการใช้สมุนไพรไทย รักษาโควิด-19 ส่งผลให้เกิดความนิยมกันแพร่หลาย และในวันนี้ เกษตรกรยังรับข่าวดีว่า รัฐบาลปลดล็อคพืชกระท่อมให้พ้นบัญชียาเสพติด เพราะภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาไทย ใช้ใบพืชกระท่อมเคี้ยว แล้วทำงาน ไม่ปวดเมื่อย และเวลาเป็นไข้หวัด นำใบพืชกระท่อมล้างน้ำให้สะอาดแล้วต้มกับน้ำดื่มแก้อาการไข้หวัดได้ด้วย อนาคตอาจจะต้องมีการศึกษา และสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกกระท่อมในที่ ส.ป.ก. ด้วย
นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า การทำงานของ อีอีซี อยู่ในระยะของการสร้างการพัฒนาลงสู่ประชาชนในพื้นที่ ภายหลังจากประสบความสำเร็จในการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี การพัฒนาสาธารณูปโภค ไฟฟ้า-น้ำ-ขยะ การพัฒนาคน และสาธารณสุข ในระดับหนึ่งแล้ว การยกระดับรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่จึงเป็นเป้าหมายหลักในระยะต่อไป
สำหรับความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลง ระหว่าง ส.ป.ก. และ สกพอ. ครั้งนี้ ถือเป็นโครงการด้านการพัฒนาเกษตรในพื้นที่ อีอีซี โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะได้ร่วมกันสนับสนุนการพัฒนาพืชสมุนไพร และกิจการที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรอย่างครบวงจร ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) มีเป้าหมายที่จะยกระดับพืชสมุนไพรของไทย มีคุณภาพมาตรฐานสากล ตั้งแต่การเพาะปลูกไปจนถึงการทำตลาด
โดยจะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย ตลอดจนการทำตลาดสมัยใหม่ ให้สมุนไพรไทยขายได้ตรงความต้องการของตลาด มีราคาสูง สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร โดยกรอบความร่วมมือการพัฒนาสมุนไพรอย่างครบวงจรฯ ที่สำคัญๆ ได้แก่
1.สนับสนุนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อให้เกษตรกรปลูกพืชสมุนไพรในพื้นที่ อีอีซี ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
2.สนับสนุนข้อมูลให้เกษตรกร ข้อมูลที่ดินรวมทั้งกฎหมายในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อการผลิต และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรในพื้นที่ อีอีซี
3.ร่วมกันพิจารณาคัดเลือกเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และพื้นที่ดำเนินการที่มีความพร้อมเพื่อดำเนินการพัฒนาพืชสมุนไพร นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการผลิต และขายได้ตรงตลาด
4.สร้างเครือข่ายงานวิจัยและการต่อยอดสมุนไพรไทย ให้ได้ตรงความต้องการตลาด
ทั้งนี้ จะร่วมกันศึกษาโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาพืชสมุนไพรอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ให้มีผลโดยเร็วและเป็นรูปธรรม มีระยะเวลา 2 ปี ตามอายุของข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือนี้

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กล่าวว่า ได้ดำเนินการพัฒนาภาคเกษตรให้เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับรายได้ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ อีอีซี โดยมีแผนพัฒนาภาคเกษตร ซึ่งทำร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการผลิตและการตลาดให้ตรงกับความต้องการซื้อ โดยใช้ EECi เป็นฐานการพัฒนาเทคโนโลยีภาคเกษตร และยังได้จัดทำโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor: EFC) เป็นการลงทุนร่วมกันระหว่าง ชุมชน การนิคมแห่งประเทศไทย และ ปตท. ในการทำระบบห้องเย็น (Blast Freezer & Cold Storage) เพื่อเก็บและพัฒนาสินค้าผลไม้ไว้ขายนอกฤดูกาล คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปลายปีนี้