“ตร.เตือน!!ปชช.อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกลวง 2 ข่าวปลอม !!

0
6

“ตร.เตือน!!ปชช.อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพหลอกลวง 2 ข่าวปลอม !!

วันที่ 7 ส.ค.64 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนัก งานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับการยืนยันจากศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจพบข่าวปลอม 2 กรณี คือ

1.กรณีการเชิญชวนให้ผู้ประกันตน ม.33 กรอกข้อมูลส่วนตัวผ่าน Google Form เพื่อยื่นความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาทนั้น ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงานได้ตรวจสอบและชี้แจงข้อเท็จจริงว่า Google Form ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพเพื่อหลอกลวงขโมยข้อมูลสำคัญของประชาชน

โดยขณะนี้ พบพวกมิจฉาชีพได้จัดทำ Google Form และส่งข้อความผ่าน SMS ปลอม ไปสอบถามข้อมูลส่วนตัว เพื่อหลอกลวงให้ผู้ประกันตนแจ้งความประสงค์รับเงินเยียวยา 2,500 บาท และให้กรอกเลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ จนนำไปกดลิงก์เพื่อยืนยัน ซึ่งเป็นการใช้ความสับสนของผู้ประกันตนมาเป็นกลลวงที่อาจนำมาซึ่งความเสียหาย ทั้งทรัพย์สิน และการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งพวกมิจฉาชีพจะนำไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ สำนักงานประกันสังคมจึงขอเตือนให้ผู้ประกันตนโปรดระมัดระวังอย่าหลงเชื่อเป็นอันขาด

ทั้งนี้ นางสาวลัดดา แซ่ลี้ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงการรับสิทธิรับเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม รวม 13 จังหวัด 9 ประเภทกิจการ ว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวนกว่า 3.1 ล้านคน ที่มีสัญชาติไทย จะได้รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลคนละ 2,500 บาท สำนักงานประกันสังคมจะจ่ายครั้งเดียวโดยโอนผ่านบัญชีพร้อมเพย์เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ซึ่งเงินเยียวยาจะเริ่มโอนเงินรอบแรกในวันที่ 4 – 6 สิงหาคม 2564 นี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนให้ ทุกวันศุกร์ ของสัปดาห์ถัดไป โดยผู้ประกันตนมาตรา 33 สามารถตรวจสอบสิทธิรับเงินเยียวยา ผ่านเว็บไซต์ www.sso.go.th

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก สำนักงานประกันสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : Google Form ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพเพื่อหลอกลวงขโมยข้อมูลสำคัญของประชาชน เช่น เลขบัตรประจําตัวประชาชน เบอร์โทรศัพท์ติดต่อ และข้อมูลส่วนตัวอื่น ๆ

2.จากกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลว่าเมื่อโทรแจ้งสายด่วน 1668 จะมีทีมแพทย์จิตอาสาเอายาไปให้ และต้องเสียเงิน 3,600 ให้แก่เจ้าหน้าที่นั้น ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวและชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการดำเนินการจากภาครัฐโดยกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยไม่มีการเรียกเงินจากประชาชนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

โดยกรมการแพทย์เปิดให้บริการสายด่วน 1668 เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโควิดในการหาเตียง ระหว่างเวลา 08.00 – 22.00 น.โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดเชื้อโควิด 19 ที่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลเป้าหมายสำคัญ คือให้คำแนะนำผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในการปฏิบัติตัว การดูแลตนเองและป้องกันการแพร่กระจายของโรคในขณะที่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล,ช่วยเหลือผู้ติดเชื้อให้ได้รับการประสานส่งต่อเข้ารับการดูแลรักษาในโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด และติดตามประเมินการเปลี่ยนแปลงของอาการเป็นระยะ เพื่อลดโอกาสเกิดความรุนแรงจากโรคในขณะที่ยังไม่ได้รับการดูแลรักษาในโรงพยาบาล

ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการแพทย์ สามารถติดตามได้ที่ www.dms.go.th หรือโทร 02 5906000 บทสรุปของเรื่องนี้คือ : สายด่วน 1668 เป็นการดำเนินการจากภาครัฐโดยกรมการแพทย์ ซึ่งไม่มีการเรียกเงินจากประชาชนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป

ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน 5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”