อดีต กำนัน นายก หลายสมัยสุดกลั้นซื้อทีดินไว้เพื่อถวายวัด ให้เป็นสถานที่เก็บกังน้ำใช้ให้ชาวบ้าน โรงเรียน อนามัย อบต ในช่วงหน้าแล้ง สภาพที่หมู่บ้านอยู่ใกล้เขื่อนแต่ไม่ได้ใช้น้ำเขื่อน

0
22
a89b9e19512ce9117162b4acbb8b69e9.jpg

อดีต กำนัน นายก หลายสมัยสุดกลั้นซื้อทีดินไว้เพื่อถวายวัด ให้เป็นสถานที่เก็บกังน้ำใช้ให้ชาวบ้าน โรงเรียน อนามัย อบต ในช่วงหน้าแล้ง สภาพที่หมู่บ้านอยู่ใกล้เขื่อนแต่ไม่ได้ใช้น้ำเขื่อน

จากกรณีเจ้าหน้าที่ กอ.รมน.ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาพี่น้องชาวบ้านห้วยเปล้าโดย พ.อ.สุรทัศษ์ นำชัยรุ่งรัศมี รอง ผอ.กอ.รมน.อุทัยธานี ได้มอบหมายให้ พ.ต.นภดล เหมมะ หัวหน้าบริหารบุคคล กอ.รมน.อุทัยธานี พร้อมเจ้าหน้าที่ กอ.รมน ได้เดินทางไปรับฟังปัญหาเกี่ยวกับมีผู้ร้องเรียนว่าวัดห้วยเปล้าได้ครอบครองที่ดินจำนวน 180 ไร่ จากการได้รับริจาคมานานหลายสิบปีจากนายประทุม เพ็ญไพฑูรย์ (หรือที่ชาวบ้านรู้จักกำนันจร) ซึ่งอดีตทีผ่านมาหลายปี เคยเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน สจ.กำนัน และนายก อบต.ระบำ อ.ลานสัก โดยมี พระครูวินัยธรวิชาญ เจ้าคณะตำบลระบำ เขต 2 เจ้าอาวาสดวัดห้วยเปล้า พร้อมนางนิตยา พันธุ์เกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 และชาวบ้านหมู่ 6 บ้านห้วยเปล่า ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี กว่า 30 คน ร่วมกันชี้แจ้งปัญหาต่าง ๆ ให้เจ้าหน้าที่ กอ.รมน ณ.ศาลาวัดห้วยเปล้า หมู่ 6 ต.ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี

ด้านพ.ต.นภดล เหมมะ หัวหน้าบริหารบุคคล กอ.รมน.อุทัยธานี ได้กล่าวว่าได้มีหนังสือร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุทัยธานี ว่าวัดห้วยเปล้านั้นมีที่ดินครอบครองจำนวน 180 ไร่ ซึ่งอยากทราบปัญหาทีแท้จริงคืออะไร และปัญหาการรร้องเรียนนั้นได้ไปถึงหลายหน่วยงานแล้ว ทีออกมาตรวจข้อมูลที่แท้จรง

โดยนายไพทูรย์ ได้ชีแจ้งการได้มาของที่ดินว่า ตนเองนั้นได้มาอยู่ในพื้นที่หมู่ 6 บ้านห้วยเปล้ามาตั้งแต่ พ.ศ.2510 คือตั้งแต่ห้วยขาแข้งยังเป็นป่าลกทึก และได้ดำรงตำแหน่งมาหลายตำแหน่ง ตั้งเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน สจ.กำนัน และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลระบำ ซึ่งสมัยนั้นตนเองเป็นได้ซื้อพื้นดังกล่าวไว้จำนวน 180 ไร่ และช่วงนั้นหมู่บ้าห้วยเปล้านั้นยังไม่มีวัด มีแต่ป่าอยู่ต่อมาตนเองได้พบหลวงพ่อวิชา ซึ่งท่านได้เข้ามาสร้างฝ่ายกั้นน้ำที่อำเภอห้วยคต ตนเองก็ได้ปรึกษากับหลวงพ่อวิชาว่าจะมีการสร้างวัดขึ้น ซึ่งหลวงวิชาก็บอกว่าได้ และให้ตนเองหาทีดินไว้ จึงได้ซื้อทีดินที่ดังกล่าวไว้จำนวน 180 ไร่ มีความตั้งใจที่จะถวายที่ และหลังจากนั้นหลวงพ่อวิชาท่านก็ได้กำหนดพื้นที่ตรงนี้เป็นสำนักสงฆ์ของวัดห้วยเปล้าในสมัยนั้นเกินขึ้นมา และหลังจากนั้นบริษัทไม้อัดไทยมาขอใช้พื้นของสำนักสงฆ์ห้วยเปล้าด้านหลังทีเหลืออยู่ เพื่อเรียงหมอนไม้ หลังจากนั้นพอไม้อัดไทยเลิกกิจการก็คืนทีดินให้กับสำนักสงฆ์ห้วยเปล้าอย่างเก่า

ซึ่งหลังจากนั้นก็ปล่อยพื้นที่ว่างเปล่ามาตลอด จนมีบุคคลเข้าบุกรุกเพื่อที่จะทำกินจำนวน 16 ไร่ และตนเองก็ได้เตือนตลอดว่าที่ดินตรงนี้อย่าเข้าบุกเลย ซึ่งเป็นที่ของวัดห้วยเปล้าเข้า ซึ่งตนเองได้ซื้อถวายให้สร้างวัด และโรงเรียน และของส่วนราชการขอใช้ และอื่น ๆ แต่เข้าก็ไม่เชื้อเข้าก็อ้างว่าเป็นที่ของพ่อแม่เข้าในสมัยนั้น ตนเองก็ปฏิเสธว่าไม่ใช้ มันคนละที่ดินกัน เข้ามีทีดินจริงแต่เข้าอยู่ในขื่อน หลังจากมีการสร้างเขื่อนทางเขื่อนก็ให้เข้าให้ย้ายไปอยู่ที่บ้านเพชรน้ำผึ่งจัดที่ดินให้คนละ 12 ไร่ พร้อมมีระบบส่งน้ำให้อย่างดี แต่ผู้ร้องเรียนคนนี้ก็ย้อนกลับมาหาซื้อที่ดินข้างๆ ของวัดห้วยเปล้าอยู่อีก และได้บุกเข้าไปทำทีดินอีก โดยจะให้ผู้อื่นเช่า ด้วยความลำคาญตนเองจึงได้เจ้าหน้าที่ สปก.ออกมารางวัดที่ดิน พร้อมกับได้แจ้งนางนิตยา พันธุ์เกษม ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 โดยผู้ใหญ่บ้านได้ประสานไปยังนางมรกต โตเดช ผู้ร้องพร้อมกับให้นำหลักฐานการครอบครองดินออกมแสดงกับเจ่าหน้าที่ สปก.ดูซึ่งนางนิตยา ได้เมาแต่ไม่นำหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ดู โดยได้อ้างว่ามีหลักฐานแต่ไม่ให้เจ้าหน้าทีดู หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ออกสำรวจรางวัดแล้วเสร็จ และได้มีการปลักมุดไว้ หลังจากนั้นตนเองก็ได้นำพระพุทธรูปองค์ใหญ่ไปตั้งไว้ในทีดินแนวเขตให้รู้ว่าเป็นทีของวัดห้วยเปล้าดังกล่าว
นายประทุม หรือกำนันจร ได้กล่าวต่อว่า จากการที่ผมเป็นผู้นำมาหลายสิบปี ทราบปัญหาในตำบลระบำ และหมู่ 6 บ้านห้วยเปล้าได้ดี จากรณีเรื่องน้ำเปรียมเสมือใกล้เกลือกินด่าง การใช้น้ำเขื่อนทับเสลานั้นมันไม่ง่ายยากที่ทุกคนคิด และทางเขื่อนก็ไม่ได้ปล่อยน้ำให้ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขื่อนใช้อย่างที่คิด ซึ่งส่งผลให้ชาวบ้านหมู่ 6 -10 และหมู่ใกล้เคียงนั้นขาดแคลนน้ำมากในช่วงฤดูแล้ง

หลังจากที่ผมดำรงค์ตำแหน่งนายก อบต.จึงได้ทำโครงการขุดสระน้ำขนาด 20ไร่ ที่ผลิตน้ำประปาส่งให้ชาวบ้านหมู่ 6 10 และหมู่บ้านใกล้เคียง หลายร้อยหลังคาเรือน พร้อมวัดห้วยเปล้า โรงเรียนห้วยเปล้า ซึ่งมีเด็กนักเรียน 500 กว่าคน โรงพยาบาล รพ.สต ป้อมตำรวจสายตรวจ ประชากรนับพันคน ที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ซึ่งช่วงในสระน้ำหลังวัดนั้นแห้งลง จึงได้เข้าไปพูดคุยกับพระครูวินัยธรวิชาญ ว่าตนเองจะขอที่ดินที่ถวายวัด จะขอขุดสระน้ำขยายเพิ่มขึ้นอีก 20 ไร่ เป็น 49 ไร่ เพื่อให้สระน้ำจุน้ำเพิ่มขึ้นอีกให้เพียงพอกับประชาชนทีใช้น้ำอยู่ หลังจากนั้นก็ได้มีการขยาสระน้ำเพิ่มขึ้นมา แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับการจ่ายน้ำให้กับชาวบ้านที่มีการขยายตัวเพิ่มบุคคลากรมากขึ้นในปัจจุบันนี้

ซึ่งตอนนี้ตนเองได้ทำโครงการแกล้มลิงในพื้นทีดินจำนวน 170 ไร่ และมีโครงการส่วนทีเหลือก็จะปลูกป่าเป็นบ้างจุด ตามแบบแปลนทีเขียนไว้ ที่เหลือจากการสร้างวัดห้วยเปล้าด้านหลัง และหลังจากที่เขียนโครงการแล้วเสร็จก็จะเข้าพูดคุยกับปรึกษาหารือนายก อบต.ระบำ ในโครงการดังกล่าวที่ชาวบ้านหลายพันคนทีเคยประสบปัญหาเรื่องภัยแล้งขาดน้ำมาแล้ว และบ้างปีก็จะมีรถยนต์สูบน้ำขนาดใหญ่ของ ปภ.ภาค 6 เข้ามช่วยสูบน้ำเติมในสระน้ำแจกจ่ายให้กับชาวบ้าน แต่ต้องมาสดุดโครงการตรงที่นางมรกต ได้เข้าร้องกับศูนย์ดำรงค์ธรรมจังหวัดอุทัยธานี ออกมาตรวจสอบดังกล่าว
/////////////////////
นายพชร พัสกุล จ.อุทัยธานี