เมียญาติๆผวาลูก อส.ควงปืน5นัดยิงสามีหน้าบ้านปางตายคดีเงียบไป3เดือนลงเฟสร้องสื่อ

0
38

 

เมียญาติๆผวาลูก อส.ควงปืน5นัดยิงสามีหน้าบ้านปางตายคดีเงียบไป3เดือนลงเฟสร้องสื่อ ช่วยสามีหนีบวชหลบอิทธิพลพร้อมรักษาตัวมือปืนบอกก่อนกลับว่าพวกมึงไม่ต้องแจ้งความหลอก มึงก็รู้ว่าตำรวจที่ลานสักกูเคลียร์

เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 11 เมษายน 2564 ผู้สื่อข่าวได้ลงไปยังพื้นที่ไปบ้านเลขที่ 137 หมู่ 10 บ้านซับป่าพลู ต.ป่าอ้อ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวได้ประกอบอาชีพอัดอิฐบล็อกขาย กำลังสาระวนอัดอฐิบล็อกที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวได้พบนางนงลักษณ์ พิชย์กิจ อายุ 60 ปี เจ้าของบ้าน น.ส.กชณิภา พินิชย์กิจ อายุ 32 ปี และเป็นเจ้าของร้านอัดอิฐบล็อกขายพร้อม นางชิฏิพัทร์ (หรือรุ้ง) พินิชย์ อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นลูกสาวหลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นทั่งหมด

โดยนางชิฏิพัทร์ (หรือรุ้ง) พินิชย์ อายุ 39 ปี นายจริยวัฒน์ (หรือโป้ง) พี่สาวและพี่เขย ที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่เกิดเหตุ โดยทั้ง 2 กล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ 19 ธ.ค.63 เวลา 19.30 น. นายวิทวัฒร์ (หรือวัตร์) คำนวณ อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นน้องเขย และเป็นสามีของ น.ส.กชณิภา เจ้าทั้ง 2 เป็นเจ้าของโรงงานอัดอิฐบล็อก หลังจากเลิกงานแล้วก็มานั่งคุยกันกระบะท้ายรถยนต์ตนเอง ข้างบ้าน และหน้าโรงงานอัดอิฐบล็อก ตามประสาหลังจากเสร็จงาน กับนายจริยวัฒน์ (หรือโป้ง) สามีตนเองซึ่งเป็นคู่เขยกันได้สักพัก

ในระหว่างที่นั่งคุยกันได้มีนายเจษภากร (หรือหนุ่ย)สุขสุวานนท์ อายุ 25 ปี ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุน อ.ลานสักและเป็นลูกเจ้าหน้าที่ อส.ประจำอำเภอลานสัก ได้ขับรถกระบะยี่ห้อนิสัน บิ๊กเอ็มสีเขียว ทะเบียน บ ง 7887 อุทัยธานีเข้ามาที่หน้าโรงงานในอาการที่มึน เมา เล็กน้อย พร้อมกับได้เปิดเครื่องเสียงในรถยนต์ดังกระหึมมาแต่ไกล ซึ่งเป็นเพื่อนกับลูกชายตนเองชื่อนายปฎิภาณ (หรือทัด) พินิชย์กิจ อายุ 25 ปี พอมาถึงนายเจษภากร(หรือหนุ่ย)ได้ลงมาจากรถยนต์ได้ถืออาวุธปืนยาวลูกซอง 5 นัดแบบสไลด์ โดยนำโชว์ให้กับนายวิทวัฒร์ (หรือวัฒร์) นายจริยวัฒน์ (หรือโป้ง) หลังจากนั้นนายปฎิภาณ (หรือทัด)ที่อยู่ในบ้านก็ออกมานั่งพูดคุยกับนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ซึ่งเป็นเพื่อนกันได้สักพักนายปฎิภาณ (หรือทัด) ก็ออกไปซื้อเหล้าขาวมา 1 ขวด โดยได้นั่งกินและพูดคุยกันได้สักพัก

ระหว่างนั้นได้มีภรรยาของนายปฎิภาณ(หรือทัด) โทรเข้ามาที่มือถือของนายปฎิภาณ (หรือทัด) ก็เดินออกไปรับโทรพูดคุยกับภรรยด้านนอกได้สักพัก เสร็จก็เดินกลับมาที่วงเหล้าอีกในระหว่างที่เดินกลับได้มีโทรศัพท์โทรมาทางเฟสเข้ามาที่เครื่องของนายปฎิภาณ (หรือทัด) โดยรูปหน้าโปรไพล์ขึ้นรูปของนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) จึงไม่รับและคิดว่าโทรมาตามออกไปกินเหล้าต่อหน้าบ้านอีก จึงตะโกนบอกว่ามึงจะโทรมาทำไม่กูกำลังเดินไป พอเดินไปถึงจึงนำโทรศัพท์ไปให้นายเจษภากร(หรือหนุ่ย) ดูแต่นายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ไม่ยอมดู รู้ว่าเมียตนเองได้โทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของนายปฎิภาณ (หรือทัด)
หลังจากนั้นนายเจษภากร(หรือหนุ่ย) อารมณ์เปลี่ยนพร้อมกับได้ต่อว่านายปฎิภาณ (หรือทัด) เพื่อนอย่าง รุนแรงและส่งเสียงดัง ว่ามึงรับโทรศัพท์เมียกูทำไม่ และมึงหักหลังกูทำไม่ มึงกับกูก็ไม่ต้องมาครบกันอีกแล้ว เลิกครบกันไปเลย หลังจากนั้นทางนายปฎิภาณ (หรือทัด) ก็ได้โต้ตอบว่า กูไม่รู้ว่าเป็นเมียมึงโทรมา หลังจากนั้นก็มีปากเสียงกันได้สักพัก นายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ก็เดินไปที่รถยนต์ของตนเอง ด้วยอารมณ์ที่ฉุนเฉียว พร้อมกับได้ยิบอาวุธปืนลูกซองยาวที่เอามาโชว์ตอนแรกทีนำมาโชว์ออกมาถือไว้ทีมือ

และนางชิฏิพัทร์ (หรือรุ้ง) เป็นแม่ออกมายืนดูที่ขอบหน้าต่างบ้าน เห็นถ้าไม่ดีจึงให้นายจริยวัฒน์ (หรือโป้ง) ซึ่งพ่อของนายปฎิภาณ (หรือทัด) เดินไปเข้าห้ามนายปฎิภาณ (หรือทัด) ซึ่งเป็นลูกชายไม่ให้เถียงกัน มีอะไรก็ค่อยๆคุยกัน และส่วนนายวิทวัฒร์ หรือวัฒร์ ก็เดินเข้าไปห้ามนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ในระหว่างที่เดินเข้าไปใกล้ตัวนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ทุกคนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาหนึ่งนัด กระสุนปืนเข้าที่ชายโครงด้านขวานายวิทวัฒร์ (หรือวัฒร์) ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านต่างตกตะลึงรีบวิ่งมาดูที่เสียงปืนดัง โดยมีนางนงลักษณ์ ซึ่งเป็นแม่ และเห็นนายวิทวัฒร์ (หรือวัฒร์)ลูกเขยถูกยิงกำลังทรุดตังลงมีเลือดไหลที่เอว จึงเข้าไปยกมือไหว้มือปืนขอร้องให้หยุด หลังจากนั้นภรรยา พี่เมีย คู่เขยรีบนำตัวผู้บาดเจ็บขึ้นรถยนต์นำส่งโรงพยาบาลลานสักเร่งด่วน
โดยนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) มือปืนก็ยังเดินถือเดินวนอยู่ที่เกิดเหตุ ด้วยอามรณ์ที่เกี่ยวกราด โดยได้บอกกับนายปฎิภาณ (หรือทัด)ที่เป็นเพื่อนกัน ว่าพวกมึงไม่ต้องแจ้งความหลอก มึงก็รู้ว่าตำรวจที่ลานสักกูเคลียร์ได้อยู่แล้ว โดยที่ไม่เกรงกลัวกฎหมายหลังจากนั้นก็ขับรถยนต์ออกจากบ้านที่เกิดเหตุไป

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 09.00 น.ของวันที่ 31 ธ.ค.63 ได้มีนายแพร ซึ่งเป็นพ่อของนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) เป็นเจ้าหน้าที่ อส.ประจำอำเภอลานสัก โทรเข้าที่มือของนายปฎิภาณ (หรือทัด)ซึ่งเป็นเพื่อนกับมือปืน ว่าให้เข้ามาคุยกันเรื่องเงินค่าเสียหาย ที่ลูกชายตนเองคือนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ที่ไปก่อเหตุยิงนายวิทวัฒร์ (หรือวัฒร์) จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยให้มาที่อำเภอลานสัก โดยให้ปลัดอำเภอรับรู้

หลังจากนั้นนางชิฏิพัทร์ (หรือรุ้ง) พี่ภรรยาพร้อมนางนงลักษณ์ แม่ยายผู้บาดเจ็บ พร้อมนายปฎิภาณ )หรือทัด) เพื่อนมือปืนเข้าไปพบกับนายแพร ที่เป็นพ่อผู้ก่อเหตุที่ว่าการอำเภอลานสัก พร้อมกับปลัดอำเภอลานสัก หลังจากนั้นนายปฎิภาณ (หรือทัด) ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ปลัดอำเภอลานสัก ฟัง และทางปลัดได้มีการเขียนบันทึกไว้เรื่องที่เกิดขึ้น และอ่านให้ฟัง

ด้านนางชิฏิพัทร์ (หรือรุ้ง) พี่ภรรยาพร้อมนางนงลักษณ์ แม่ยายผู้บาดเจ็บ กล่าวว่าได้ฟังการอ่านบันทึกระดับเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นมันคัดแย้งกับความเป็นจริงทั้งหมด แต่ด้วยความกลัวตนเองก็ไม่กล้าคัดค้านอะไร โดยนายแพร พ่อของมือปืน ได้นำเงินมามอบให้จำนวน 15,000 บาท โดยที่บันทึกนั้นเป็นเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเบื้องต้น ซึ่งตนเองก็คิดเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องตน ไม่เกี่ยวกับคดีความจึงยอมเซ็นไปหลังจากนั้นก็กลับบ้าน

ด้านน.ส.กชณิภา ภรรยาผู้บาดเจ็บ กล่าวว่า หลังจากทีแม่กับพี่สาวไปรับเงินมาแล้ว ในวันที่ 2 ม.ค.64 แม่ได้นำเงินจำนวน 15,000 บาท ที่รับมาจากนายแพร พ่อมือปืน มาให้ที่โรงพยาบาลอุทัยธานี ตนเองก็ถามแม่ว่าไปเอาเงินทีไหนมา ได้มายังไงจึงทราบว่าแม่ กับพี่สาวและหลานได้ไปรับเงินจากนายแพร พ่อมือปืนมาแล้ว ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบว่าไปตกลงอะไรกับเข้ามารึเปล่า จึงสอบถามและทราบว่ามีการเซ็นบันทึกรับเงินมา และทราบจากพี่สาวว่าการเขียนบันทึกนั้นจากผู้บาดเจ็บที่เข้าไปห้าม ไม่ให้ทะเลาะกันทั้ง 2 และถูกนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) ยิงจนได้รับบาดเจ็บ แต่กลับกลายเป็นเป็นคนผิดไปรื้อค้นรถยนต์เขาแล้วปืนลั่นไส่ พร้อมกับการเขียนบันทึกนั้นไม่มีนายนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) มือปืนเข้ามาเกี่ยวข้องอะไรเลย ทำให้ผู้บาดเจ็บและตนเองนั้นพอใจในการบันทึกไม่เป็นความจริงเรื่องที่เกิดขึ้นมาทั้งหมด ซึ่งจากคนที่เข้าไปห้ามกลับ กลายเป็นคนผิดไปเลย ทำให้เสียความรู้สึก

น.ส.กชณิภา ภรรยาผู้บาดเจ็บกล่าวต่ออีกว่า พอเช้าของวันที่ 4 ม.ค.64 ผู้บาดเจ็บ ได้หอบสังขานที่บาดเจ็บด้วยอาการที่บาดแผลถูกยิงที่ชายโครงขวาซี่โครงกระสุนทะลุ 8 เม็ด ฝังใน1 เม็ดซี่โครงหัก 2 ซี่ ตับแตก กะพาแตก เลือดตกใน เจาะเลือดออกจากปอด พร้อมตนเองเดินทางเข้าขอพบปลัดอำเภอลานสัก ขอดูบันทึกที่เขียนไว้ หลังจากอ่านแล้ว ดูแล้วมันไม่มีความยุติธรรมกับตนเองเลย จึงร้องขอความเป็นธรรมอีกครั้งกับปลัด โดยปลัดอำเภอคนดังกล่าวก็ถามกลับว่าจะให้ทำแบบไหน ในเมื่อโตๆกันแล้วและก็คุยกันรู้เรื่องแล้วพูดกลับคำทำตัวแบบนี้ และจะตกลงจะเอาค่าเสียหายเท่าไร โดยทางนายแพร และทางปลัดลักษณะให้ผู้บาดจ็บและตนเองยอมความด้วยเงิน 15.000บาท โดยทีไม่ต้องไปแจ้งความ
แบบนี้ไม่ตกลงกันปลัดคนดังกล่าวก็บอกว่าให้นำเงินที่รับไป มาคืนให้นายแพร พ่อมือปืนเข้า ด้วยความโมโหตนเองก็จะนำเงิน 15.000บาท ที่แม่และพี่สาวตนเองรับจากนายแพร พ่อมือปืนไป ขอนำมาคืน และจะนำไปคืนต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลานสัก พร้อมกับขอแจ้งความไว้เป็นคดี พอนายแพรได้ยินตนเองพร้อมสามีพูดแบบนั้นก็ได้ ท้าทายตนเองไปแจ้งความเลย และตนเองก็ตอบกลับว่า เดียวตนเองไปรอที่โรงพัก โดยจะคืนเงินที่รับมาให้ทั้งหมด โดยตนเองพร้อมผู้บาดเจ็บไปนั่งรอที่โรงพักจนนาน ซึ่งนายแพรไม่มารับเงินตามที่พูดคุยกัน จึงได้แจ้งความกับ ร.ต.อ.พรไพสนธิ์ กลัดเฟือง ร้อยเวร สภ.ลานสัก

หลังจากนั้นพร้อมกับได้เรียกสอบปากคำกับผู้อยู่ในที่เกิดเหตุวันนั้นจนครบหมดทุกปาก หลังจากนั้น 11 ม.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ แต่ทุกวันนี้เรื่องก็ยังเงียบอยู่เลย ๆ ไปถามกี่ครั้งก็บอกได้คำว่ารอต่อไปๆ และไม่การจับกุมผู้กระทำผิด มาลงโทษแต่อย่างได้
หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวได้เข้าพบกับ พ.ต.ท.สันติ ทองเชื้อ รอง ผกก.สอบสวน สภ.ลานสัก กล่าวว่าคดีนี้เป็นของร.ต.อ.พรไพสนธิ์ กลัดเฟือง ร้อยเวร สภ.ลานสัก และได้มีการสอบสวนพยานในที่เกิดเหตุหมดแล้ว พร้อมกับได้เรียกนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) สุขสุวานนท์ อายุ 25 ปี มือปืน พร้อมอาวุธปืนยาวลูกซอง 5 นัดแบบสไลด์ ซึ่งเป็นชื่ออาวุธที่ก่อเหตุชื่อของนายแพร สุขสุวานนท์ พร้อมกับได้ตรวจยึดอาวุธปืนไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับได้แจ้งข้อกล่าวกับนายเจษภากร (หรือหนุ่ย) สุขสุวานนท์ ในข้อหาพยายามฆ่า โดยผู้ต้องหาให้การรับว่าอาวุธปืนของตนเองจริงมีการถืออาวุธปืนจริงในที่เกิดเหตุ แต่ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ายิง ได้มีการยื้อแย่งอาวุธปืนกันจึงเกิดปืนลั่นใส่ ซึ่งด้านเรืองที่นานนั้นอยู่ในช่วงที่ร้อยเวรเจ้าของคดีนั้นได้มีการโย้กย้ายไปที่อื่นและตนพึ่งได้รับสำนวนทั้งหมด และหลังสงกรานต์แล้วรวบรวมหลักฐานทั้งหมดส่งยังอัยการจังหวัดอุทัยธานี เพื่อนำสู้ชั้นศาลต่อสู้ตามพยานกล่าวหากันต่อไปดังกล่าว
น.ส.กชณิภา ภรรยาผู้บาดเจ็บกล่าวต่ออีกว่า ซึ่งทุกวันนี้ครอบครัวตนเองนั้นได้อยู่ด้วยความวาดระแวงมาก เนื้องจากมีชาวบ้านหลายคนเข้ามาเตือนว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุนั้นเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ และผู้บาดเจ็บนั้นได้เป็นผู้นำครอบครัวและญาติๆในด้านโรงงานอัดอิฐบล็อกขาย ทำให้กำลังนั้นหายไป และด้วยความกลัวผู้บาดเจ็บได้หลบหนีไปบวชอยู่ทีวัดแห่งหนึ่ง เกรงว่ามือปืนนั้นจะตามก่อเหตุ และรักษาตัว และคดีดังกล่าวนั้นได้เงียบหายไปนาตนเองจึงเกรงว่าคดีนั้นจะเงียบจึงลงเฟสให้สื่อมวลชนช่วยดังกล่าว

///////////////////
นายพชร พัสกุล สมาคมสือมวลชนอุทัยธานี