“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับคณะกรรมการอาหารและยา ตรวจยึดสิ่งของอุปโภคที่ไม่ได้มาตรฐาน!!

ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(COVID –19) เกิดขึ้นทั้งโลกและก็ยังมีการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีความต้องการ อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ในการป้องกันเชื้อไวรัสโคโรน่า (COVID –19) เป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ (ถุงมือทางการแพทย์) โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพตามวิธีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ( นายอนุทิน ชาญวีรกูล )จึงมีคำสั่ง กระทรวงสาธารณสุขที่ 1017/ 2562 ลงวันที่ 13 กันยายน 2562 แต่งตั้งคณะทำงานนโยบายปราบปรามผลิตภัณฑ์และการบริการสุขภาพที่ผิดกฎหมาย

โดยมีผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นรองประธาน ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ พลตำรวจโท เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นผู้แทน ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 93/2563 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 แต่งตั้งคณะทำงานปราบปรามผลิตภัณฑ์และการบริการ ด้านสุขภาพที่ผิดกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมอบหมายให้ พลตำรวจโท เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชา การตำรวจแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เพื่อดำเนินการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายด้านผลิตภัณฑ์ การโฆษณา และการบริการสุขภาพอย่างเข้มงวด จริงจัง และต่อเนื่อง ในทุกพื้นที่ เพื่อขจัดปัญหาที่เป็นภัยต่อสุขภาพของประชาชน ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พลตำรวจโท เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าคณะทำงาน พร้อมด้วย พลตำรวจตรี ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข โดย นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา พร้อมด้วย เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากมีผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียนกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคว่า มีโกดังที่มีการนำถุงมือทางการแพทย์ที่ใช้แล้วจากประเทศเพื่อนบ้านมาหลอกขายในราคาสินค้าใหม่แกะกล่อง ซึ่งสินค้าดังกล่าว ผู้ร้องเรียนจะต้องนำไปใช้ เพื่อป้องกันโรครวมทั้งป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ Covid-19 จึงทำให้เกิดอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคจึงสั่งการให้ชุดสืบสวนทำการสืบสวนจนเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2563 จึงได้ขออนุมัติหมายค้นจากศาลรวม 2 จุด ดังนี้

จุดที่ 1 บริษัท ย่านปทุมธานี ตั้งอยู่ เลขที่ 9/9 หมู่ที่ 2 ต.บึงชำอ้อ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี ขณะเข้าทำการตรวจค้น พบว่ากำลังผลิต บรรจุถุงมือลงกล่อง เพื่อเตรียมจัดส่งให้กับลูกค้า และพบถุงมือบรรจุในกระสอบเป็นจำนวนมาก จุดที่ 2 บริษัท ย่านพระราม 2 ตั้งอยู่ เลขที่ 392 ถ.พระราม 2 ซอย 44 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กทม.ซึ่งมีลักษณะเป็นโกดังเก็บสินค้า ผลการตรวจค้นพบถุงมือบรรจุในกระสอบเป็นจำนวนมาก จึงได้ทำการตรวจยึดและอายัดของกลาง
1.กระสอบสีขาว บรรจุถุงมือยาง จำนวน 1,945 กระสอบ รวม 10,835,000 ชิ้น
2.ลังบรรจุกล่องกระดาษสีขาวฟ้า บรรจุ Examination Glove จำนวน 656 ลัง รวม 656,000 ชิ้น
3.ลังบรรจุถุงมือยาง จำนวน 95 ลัง รวม 9,500 ชิ้น
4.กล่องเปล่าสำหรับบรรจุผลิตภัณฑ์ จำนวน 500 กล่อง และคอมพิวเตอร์รวมถึงอุปกรณ์สำหรับการบรรจุ รวมของกลางมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท

ทั้งนี้จากการสอบสวนเบื้องต้น เข้าข่ายการกระทำความผิด ดังนี้

1.ความผิดฐานขายสินค้าที่ควบคุมฉลากตามมาตรา 30 โดยไม่มีฉลากหรือมีฉลากแต่ฉลากหรือการแสดงฉลากนั้นไม่ถูกต้อง ทั้งนี้ โดยรู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าการไม่มีฉลากหรือการแสดงฉลากดังกล่าวนั้นไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน ห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 มาตรา 52 ประกอบ ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ลักษณะของฉลากสินค้าที่ควบคุมฉลาก พ.ศ. 2541 ข้อ 2
2.ความผิดฐานไม่จดทะเบียนสถานประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์ ตาม พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ตามมาตรา 85 แห่งพ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
3.ความผิดฐานผลิตเครื่องมือแพทย์ปลอมตามนิยามในมาตรา47 (2) โดยลวงให้เข้าใจผิด เรื่องชื่อ ส่วนประกอบ คุณภาพ ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 46 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 105 วรรค 1 แห่ง พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
4.ความผิดฐานขายเครื่องมือแพทย์ที่ลวงให้เข้าใจผิด เรื่องชื่อ ส่วนประกอบ คุณภาพ ชื่อผู้ผลิต สถานที่ผลิต จึงเข้าข่ายเป็นการขายเครื่องมือแพทย์ปลอม อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 46 (1) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปีหรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 105 วรรค 2 แห่งพ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
5. ความผิดฐานผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ตามนิยามในมาตรา 50(2) กล่าวคือเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตหรือเก็บรักษาโดยไม่ถูกสุขลักษณะ โดยนำถุงมือที่มีสภาพทั้งดีและเสียบรรจุกระสอบมาคัดแยก จากนั้นจึงนำมาบรรจุใส่กล่องผลิตภัณฑ์ขาย อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 46 (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสามแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 108 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ. เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม
6. ความผิดฐานขายเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ปลอดภัยในการใช้ตามนิยามในมาตรา 50(2) กล่าวคือเป็นเครื่องมือแพทย์ที่ผลิตหรือเก็บรักษาโดยไม่ถูกสุขลักษณะ อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 46 (4) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 108 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.เครื่องมือแพทย์ พ.ศ.2551และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า(COVID –19) ทำให้พี่น้องประชาชนต้องใช้ชีวิตแบบ New Normal ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Online เป็นจำนวนมาก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงมอบหมายให้ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบผู้ลักลอบนำเข้า ผลิต และจำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดบังคับมาตรฐานอุตสาหกรรม(มอก.) ตามพ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ซึ่งอาจทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ มีคุณภาพต่ำ หรือไม่ได้มาตรฐานตามที่กำหนด โดยผลิตภัณฑ์หรือสินค้าดังกล่าวอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคโดยตรง จึงได้ทำการสืบสวนเพื่อตรวจสอบและตรวจค้นสถานที่แหล่งผลิต นำเข้า กักเก็บและจำหน่ายสินค้าประเภทต่าง ๆ ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)

ในช่วงระหว่างวันที่ 1ถึง16 มิ.ย. 2563 โดยได้ทำการตรวจสอบและตรวจค้นสถานที่ต่าง ๆ จำนวน 10 แห่ง ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด นั้น ผลการตรวจสอบและตรวจค้นสถานที่ดังกล่าวพบผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ.2511 จำนวน 10 รายการ รวมสินค้า จำนวน 16,721 หน่วย ดังนี้

1. เต้าเสียบและเต้ารับสำหรับใช้ในที่อยู่อาศัยและงานทั่วไปที่มีจุดประสงค์คล้ายกัน(ชุดปลั๊กพ่วง)จำนวน 2,001หน่วย
2. เตารีดไฟฟ้า จำนวน 69 หน่วย 3. เครื่องใช้เหล็กกล้าไร้สนิม (หม้อชาบู) จำนวน 2,439 หน่วย 4. ฝักบัวอาบน้ำ จำนวน 4,137 หน่วย
5. บริภัณฑ์ส่องสว่าง (หลอดไฟแอลอีดี) จำนวน 5,559 หน่วย
6. ของเล่นเด็ก จำนวน 2,357 หน่วย
7. เตาย่าง เตาปิ้ง และเครื่องทำอาหารเคลื่อนย้ายได้ที่คล้ายกัน จำนวน 10 หน่วย
8. กระทะไฟฟ้าจำนวน 13 หน่วย
9. เตาย่าง เตาปิ้ง และเครื่องทำอาหารเคลื่อนย้ายได้ที่คล้ายกัน (ชุดเครื่องปิ้งขนมปัง) จำนวน 6 หน่วย
10. เครื่องใช้ไฟฟ้าสำหรับการดูแลผิวหรือผม (เครื่องหนีบผมไฟฟ้า/ไดร์เป่าผมไฟฟ้า) จำนวน 193 หน่วย รวมของกลางมูลค่ากว่า 2,676,400 บาท เข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. 2511 ดังนี้

1. จำหน่ายหรือมีไว้เพื่อจำหน่ายซึ่งผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำหรือนำเข้าเพื่อจำหน่ายในราชอาณาจักร ตามมาตรา 36 อัตราโทษตามมาตรา 55 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2. นำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมที่มีกฎกระทรวงกำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐานเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 20 , 21 อัตราโทษ ตามมาตรา 48 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชน จึงขอประชาสัมพันธ์ และขอความร่วมมือมายังพี่น้องประชาชนหากพบเห็นหรือมีเบาะแสการกระทำความผิด สามารถแจ้งข้อมูลหรือเบาะแสได้ทางสายด่วน 1135 , ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บก.ปคบ. ,เพจเฟซบุ๊ก “กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค และ www.cppd.go.th หรือ สแกน QR CODE !!

##############################